นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับนายจ้างและผู้ว่าจ้าง

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567

บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด (BeNeat for Business Manpower) — “Miku Agency”

บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อทางการค้า “Miku Agency” (ในนโยบายนี้เรียกว่า “บริษัท”) ประกอบกิจการจัดหางาน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสรรหา คัดเลือก และจัดหาผู้สมัครงาน เช่น คุณแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่ประสงค์จะว่าจ้างผู้สมัครเข้าทำงาน ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจัดทำนโยบายฉบับนี้ขึ้นเพื่อแจ้งให้นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่ใช้บริการของบริษัททราบถึงสิทธิ เงื่อนไข และความจำเป็นของบริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทจัดหางาน สัญญาว่าจ้างจะทำขึ้นโดยตรงระหว่างนายจ้างกับผู้สมัครงาน บริษัทมิได้เป็นคู่สัญญาว่าจ้าง บริษัททำหน้าที่เพียงสรรหาและจัดหาผู้สมัครให้ตรงตามความต้องการของท่านเท่านั้น

เมื่อท่านติดต่อ หรือใช้บริการจัดหางานของบริษัทผ่านช่องทางต่าง ๆ บริษัทจะถือว่าท่านได้อ่านและรับทราบนโยบายฉบับนี้แล้ว บริษัทอาจปรับปรุงนโยบายนี้เป็นครั้งคราว โดยจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่บริษัทมีกับท่าน หรือประกาศบนเว็บไซต์ของบริษัท

ข้อ 1. คำนิยามศัพท์

ถ้อยคำต่อไปนี้ให้มีความหมายดังนี้ เว้นแต่จะมีข้อความกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น

“ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะตามมาตรา 26 เช่น เชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง ศาสนา ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ ซึ่งบริษัทจะดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

“นายจ้าง” “ผู้ว่าจ้าง” หรือ “ท่าน” หมายถึง บุคคล ครอบครัว หรือนิติบุคคลที่ใช้บริการจัดหางานของบริษัท เพื่อสรรหาและว่าจ้างผู้สมัครงานเข้าทำงาน

“ผู้สมัครงาน” หมายถึง บุคคลที่ฝากประวัติหรือสมัครงานกับบริษัทเพื่อให้บริษัทดำเนินการจัดหางานและนำเสนอต่อนายจ้าง

“ประมวลผล” หมายถึง การดำเนินการใด ๆ ต่อข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวม การใช้ การจัดเก็บ การเปิดเผย และการลบข้อมูลส่วนบุคคล

“ฐานการประมวลผล” หมายถึง เหตุผลความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 24 และมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ข้อ 2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทประมวลผล

บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยตรงจากการที่ท่านติดต่อ สอบถาม กรอกแบบฟอร์มแจ้งความต้องการ ใช้บริการ หรือชำระเงิน รวมถึงการสนทนาสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ และอาจได้รับข้อมูลจากแหล่งอื่นโดยทางอ้อม ซึ่งในกรณีดังกล่าวบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบ ทั้งนี้ ข้อมูลที่บริษัทประมวลผล ได้แก่

ข้อมูลระบุตัวตนและการติดต่อ เช่น ชื่อ-นามสกุลหรือชื่อนิติบุคคล ชื่อผู้ติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และบัญชี LINE

ข้อมูลสถานที่และลักษณะงาน เช่น ที่อยู่หรือสถานที่ทำงาน ประเภทที่พักอาศัย จำนวนผู้พักอาศัย รายละเอียดงานและเงื่อนไขที่ท่านต้องการ ซึ่งจำเป็นต่อการจับคู่ผู้สมัครให้ตรงความต้องการ

ข้อมูลการชำระเงินและภาษี เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายละเอียดการชำระเงิน และเลขที่บัญชีธนาคาร (ในกรณีที่มีการคืนเงิน)

ข้อมูลธุรกรรมและการใช้บริการ เช่น ประวัติการจอง การใช้บริการ และการใช้สิทธิรับประกันการเปลี่ยนผู้สมัคร

ข้อมูลทางเทคนิค เช่น หมายเลข IP ประวัติการเข้าใช้งาน และคุกกี้ ในกรณีที่ท่านใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือบัญชีของบริษัท

ข้อมูลการตลาดและความคิดเห็น เช่น ความพึงพอใจในบริการและข้อเสนอแนะ

โดยปกติบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวของท่าน เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็นและได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน หรือมีฐานทางกฎหมายรองรับ

ข้อ 3. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้

เพื่อการให้บริการจัดหางาน ได้แก่ การสรรหาและจับคู่ผู้สมัครให้ตรงตามความต้องการของท่าน การติดต่อประสานงาน การนัดหมายสัมภาษณ์ และการดูแลตลอดกระบวนการ

เพื่อการเปิดเผยข้อมูลติดต่อและสถานที่ของท่านให้แก่ผู้สมัครที่ได้รับเลือก เพื่อให้ผู้สมัครเดินทางไปทำงานและประสานงานกับท่านได้ (ดูรายละเอียดในข้อ 4)

เพื่อการจัดทำเอกสารและการชำระเงิน เช่น การออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี การดำเนินการชำระเงินและการคืนเงิน รวมถึงการให้บริการหลังการขายและการรับประกันการเปลี่ยนผู้สมัครตามเงื่อนไข

เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น กฎหมายภาษีอากรและการจัดทำเอกสารทางบัญชี

เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท เช่น การดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย การใช้สิทธิเรียกร้อง การเยียวยาความเสียหาย การบริหารจัดการข้อร้องเรียนระหว่างบริษัท ท่าน และผู้สมัคร ตลอดจนการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงบริการของบริษัท

ฐานการประมวลผลข้อมูลข้างต้น ได้แก่ ความยินยอม การปฏิบัติตามสัญญาหรือเพื่อเข้าทำสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท แล้วแต่กรณี

กรณีที่ท่านจำเป็นต้องให้ข้อมูล: ข้อมูลบางรายการมีความจำเป็นต่อการให้บริการจัดหางาน หากท่านไม่ให้ข้อมูลดังกล่าว บริษัทอาจไม่สามารถให้บริการสรรหาและจัดหาผู้สมัครให้ท่านได้

ข้อ 4. การเปิดเผยข้อมูลของท่านให้แก่ผู้สมัครงาน

ในกระบวนการจัดหางาน บริษัทมีความจำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดงาน เงื่อนไขการทำงาน และสถานที่ทำงานของท่าน ให้แก่ผู้สมัครที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ผู้สมัครทราบลักษณะงานและสถานที่ทำงาน และสามารถตัดสินใจรับงานหรือเข้าสัมภาษณ์ได้ และเมื่อมีการนัดสัมภาษณ์หรือมีการตกลงว่าจ้าง บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลติดต่อของท่าน เช่น ชื่อผู้ติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่หรือแผนที่สถานที่ทำงาน เพื่อให้ผู้สมัครประสานงานและเดินทางไปทำงานได้ ทั้งนี้ การที่ท่านใช้บริการจัดหางานของบริษัท ถือว่าท่านรับทราบและยินยอม ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเท่าที่จำเป็นแก่ผู้สมัครในกระบวนการจัดหางาน

ข้อ 5. การเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลที่สามอื่น

นอกจากการเปิดเผยตามข้อ 4 หากท่านได้ให้ความยินยอม และ/หรือเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามสัญญา หรือเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลดังต่อไปนี้

บริษัทในกลุ่มธุรกิจของบริษัท รวมถึงกรรมการ พนักงาน หรือตัวแทน และพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ

ผู้ให้บริการภายนอก ที่ปรึกษาทางกฎหมาย ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่บริษัทมีสัญญาด้วย ซึ่งต้องรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตรฐานของบริษัท

หน่วยงานทางการที่กำกับดูแล ศาล ตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายหรือมีคำสั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เช่น กรมการจัดหางาน กรมสรรพากร เป็นต้น

ข้อ 6. ข้อกำหนดการใช้ข้อมูลของผู้สมัครงานที่บริษัทเปิดเผยแก่ท่าน

ในการให้บริการจัดหางาน บริษัทจะส่งมอบข้อมูลและเอกสารของผู้สมัครงาน เช่น Profile และเอกสารยืนยันตัวตน ให้แก่ท่านเพื่อประกอบการพิจารณารับเข้าทำงานและการจัดทำสัญญาว่าจ้างกับผู้สมัครโดยตรง ทั้งนี้ เมื่อท่านได้รับข้อมูลของผู้สมัครแล้ว ท่านมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครรายนั้นตามกฎหมาย และท่านตกลงปฏิบัติดังนี้

ใช้ข้อมูลและเอกสารของผู้สมัครเพื่อวัตถุประสงค์ในการพิจารณาว่าจ้างและการจัดทำสัญญาว่าจ้างเท่านั้น

เก็บรักษาข้อมูลของผู้สมัครเป็นความลับ และจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม

จะไม่นำข้อมูลของผู้สมัครไปใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้สมัคร หรือโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ

รับผิดชอบต่อการประมวลผลข้อมูลของผู้สมัครที่อยู่ในความครอบครองของท่านตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ บริษัทจะส่งมอบข้อมูลของผู้สมัครเท่าที่จำเป็นต่อการว่าจ้าง และในส่วนของข้อมูลอ่อนไหวหรือผลการตรวจสอบใด ๆ บริษัทจะแจ้งเพียงผลโดยสรุป (ผ่าน/ไม่ผ่าน) เท่านั้น

ข้อ 7. การใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด

บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อการวิเคราะห์ วิจัยทางการตลาด การพัฒนาบริการ และการประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากท่าน ในกรณีที่ท่านไม่ให้ความยินยอม บริษัทจะไม่นำข้อมูลของท่านไปใช้ในทางการตลาด และท่านมีสิทธิถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ โดยบริษัทจะยุติการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดทันที

ข้อ 8. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ท่านมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ดังต่อไปนี้

สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลโดยอาศัยความยินยอมของท่าน

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และขอรับสำเนาข้อมูลของท่าน

สิทธิในการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้โดยอัตโนมัติ

สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล โดยเฉพาะการประมวลผลเพื่อการตลาดทางตรง

สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อหมดความจำเป็น หรือเมื่อถอนความยินยอมและไม่มีฐานทางกฎหมายอื่น

สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่กฎหมายกำหนด

สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล ให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสมบูรณ์

ทั้งนี้ ในบางกรณีตามสภาพของการดำเนินการ บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการตามคำขอของท่านได้ เช่น ระหว่างการดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย ท่านสามารถใช้สิทธิข้างต้นได้ตามช่องทางในข้อ 12

ข้อ 9. คุกกี้ (Cookie)

เว็บไซต์ของบริษัทอาจใช้คุกกี้เพื่อบันทึกข้อมูลการใช้งาน อำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ โดยบริษัทจะจัดเก็บข้อมูลคุกกี้ไว้เป็นเวลา 12 เดือน ท่านสามารถตั้งค่าการใช้คุกกี้ได้ผ่านการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของท่าน

ข้อ 10. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน รวมถึงการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง พนักงาน ลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ให้บริการภายนอกของบริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อตกลงรักษาความลับที่ทำไว้กับบริษัท

ข้อ 11. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้เท่าที่จำเป็นเพื่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในนโยบายนี้ และเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและกฎหมายภาษีอากร เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลง เว้นแต่บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้เพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรืออยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อพ้นกำหนดหรือหมดความจำเป็น บริษัทจะลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ข้อ 12. ช่องทางการติดต่อและการใช้สิทธิ

หากท่านมีข้อสงสัย ต้องการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ตามช่องทางดังนี้

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล: บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด

ที่อยู่: 227/70 หมู่ที่ 7 ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

อีเมล: [email protected] โทรศัพท์: 092-251-2525, 062-196-6190

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO): คมคิด ชัชราภรณ์ [email protected]

ทั้งนี้ หากท่านเห็นว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไม่เป็นไปตามกฎหมาย ท่านมีสิทธิร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

นโยบายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567