บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด (BeNeat for Business Manpower) — “Miku Agency”
บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อทางการค้า “Miku Agency” (ในนโยบายนี้เรียกว่า “บริษัท”) ประกอบกิจการจัดหางาน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสรรหา คัดเลือก และจัดหาผู้สมัครงาน เช่น คุณแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่ประสงค์จะว่าจ้างผู้สมัครเข้าทำงาน ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจัดทำนโยบายฉบับนี้ขึ้นเพื่อแจ้งให้ผู้สมัครงานทราบถึงสิทธิ เงื่อนไข และความจำเป็นของบริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ซึ่ง (1) ให้ความสนใจสมัครและฝากประวัติไว้กับบริษัท และ (2) ซึ่งได้รับการจับคู่และนำเสนอให้แก่นายจ้าง
ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทจัดหางาน สัญญาจ้างหรือสัญญาว่าจ้างจะทำขึ้นโดยตรงระหว่างนายจ้างกับผู้สมัครงาน บริษัทมิได้เป็นนายจ้างหรือคู่สัญญาว่าจ้างของผู้สมัครงาน
เมื่อท่านติดต่อ ฝากประวัติ หรือสมัครงานผ่านช่องทางต่าง ๆ ของบริษัท บริษัทจะถือว่าท่านได้อ่านและรับทราบนโยบายฉบับนี้แล้ว บริษัทอาจปรับปรุงนโยบายนี้เป็นครั้งคราว โดยจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่บริษัทมีกับท่าน หรือประกาศบนเว็บไซต์ของบริษัท
ข้อ 1. คำนิยามศัพท์
ถ้อยคำต่อไปนี้ให้มีความหมายดังนี้ เว้นแต่จะมีข้อความกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น
“ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะ เช่น เชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดในทำนองเดียวกันที่กฎหมายกำหนด ซึ่งบริษัทจะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
“ผู้สมัครงาน” หรือ “ท่าน” หมายถึง บุคคลที่ฝากประวัติหรือสมัครงานผ่านบริษัท เพื่อให้บริษัทดำเนินการจัดหางานและนำเสนอต่อนายจ้าง
“นายจ้าง” หรือ “ผู้ว่าจ้าง” หมายถึง บุคคล ครอบครัว หรือนิติบุคคลที่ประสงค์จะว่าจ้างผู้สมัครงานเข้าทำงาน และเป็นผู้รับข้อมูลของผู้สมัครงานจากบริษัทเพื่อพิจารณาและจัดทำสัญญาว่าจ้างกับผู้สมัครงานโดยตรง
“ประมวลผล” หมายถึง การดำเนินการใด ๆ ต่อข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการเก็บรวบรวม การใช้ การจัดเก็บ การเปิดเผย และการลบข้อมูลส่วนบุคคล
“ฐานการประมวลผล” หมายถึง เหตุผลความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 24 และมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ข้อ 2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทประมวลผล
บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยตรงจากการติดต่อสอบถามผ่านช่องทางต่าง ๆ การฝากประวัติ การกรอกและนำส่งข้อมูลในใบสมัครหรือแบบฟอร์มอื่นใด รวมถึงการสนทนาสื่อสารต่าง ๆ และอาจได้รับข้อมูลจากบุคคลอื่น เช่น จากการแนะนำของผู้สมัครท่านอื่น ซึ่งในกรณีที่บริษัทได้รับข้อมูลของท่านจากแหล่งทางอ้อม บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบในทันที ทั้งนี้ บริษัทมีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในแต่ละขั้นตอน ดังต่อไปนี้
(1) ในระหว่างขั้นตอนการสมัครและฝากประวัติ บริษัทมีความจำเป็นในการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เพศ วันเกิด ข้อมูลการติดต่อ (ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล) ข้อมูลการศึกษาและอาชีพ ประวัติการทำงาน และประเภทงานที่ต้องการ และเมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติสุขภาพ โดยเฉพาะโรคร้ายแรง และข้อมูลประวัติอาชญากรรม ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินความเหมาะสมในการจัดหางาน (ดูข้อ 6)
(2) ข้อมูลของบุคคลที่ติดต่อได้กรณีฉุกเฉิน ได้แก่ ชื่อ-นามสกุลและเบอร์ติดต่อ ทั้งนี้ ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ให้ข้อมูลของบุคคลดังกล่าว บริษัทจะถือว่าท่านรับประกันว่าท่านมีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้น และได้แจ้งความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลแล้ว
(3) เมื่อท่านได้รับการจับคู่และนำเสนอต่อนายจ้าง บริษัทมีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่ (ก) ข้อมูลและลายมือชื่อในเอกสารการสมัครหรือข้อตกลงการให้บริการ พร้อมเอกสารยืนยันตัวตน เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน (ข) ข้อมูลและภาพถ่ายเพื่อการจัดทำ Profile ผู้สมัคร (ค) ข้อมูลการชำระเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัญชีธนาคารและรายละเอียดการชำระเงิน (ง) ในกรณีได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง อาจรวมถึงข้อมูลอ่อนไหวอื่น เช่น ประวัติการรับวัคซีนหรือผลตรวจสุขภาพที่นายจ้างกำหนด
ข้อ 3. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้
เพื่อการจัดหางานและการจับคู่กับนายจ้าง ได้แก่ การติดต่อประสานงาน การตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมของท่าน การจัดทำ Profile และการนำเสนอท่านต่อนายจ้างที่ตรงกับคุณสมบัติของท่าน
เพื่อการนำส่งข้อมูลและเอกสารของท่านให้แก่นายจ้าง เมื่อท่านผ่านการสัมภาษณ์และนายจ้างตกลงรับเข้าทำงาน เพื่อให้นายจ้างใช้ประกอบการพิจารณารับเข้าทำงานและการจัดทำสัญญาว่าจ้างที่นายจ้างทำกับท่านโดยตรง (ดูรายละเอียดในข้อ 4)
เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการจัดทำเอกสารทางบัญชี โดยบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท เช่น (ก) ในกรณีที่ท่านยังไม่ได้รับการจับคู่ บริษัทอาจติดต่อกลับหากมีตำแหน่งที่เหมาะสมภายในระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน (ข) การดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย การใช้สิทธิเรียกร้อง การเยียวยาความเสียหาย และการบริหารจัดการข้อร้องเรียนระหว่างบริษัท ท่าน และนายจ้าง เป็นระยะเวลา 1 ปีภายหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์ (ค) การจัดทำทะเบียนผู้สมัครเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ (ง) การบริหารจัดการความเสี่ยงและการกำกับดูแลภายในของบริษัท (จ) การวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงบริการจัดหางานของบริษัท
ฐานการประมวลผลข้อมูลข้างต้น ได้แก่ ความยินยอม การปฏิบัติตามสัญญาหรือเพื่อเข้าทำสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท แล้วแต่กรณี
กรณีที่ท่านจำเป็นต้องให้ข้อมูล: ข้อมูลและเอกสารบางรายการมีความจำเป็นต่อการจัดหางาน หากท่านไม่ให้ข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการจัดหางาน จับคู่ หรือนำส่งข้อมูลของท่านให้นายจ้างได้
ข้อ 4. การเปิดเผยและนำส่งข้อมูลของท่านให้แก่นายจ้าง
เนื่องจากบริษัทประกอบกิจการจัดหางาน การนำส่งข้อมูลของผู้สมัครให้แก่นายจ้างจึงเป็นขั้นตอนปกติและจำเป็นของการให้บริการ โดยมีรายละเอียดดังนี้
เมื่อท่านผ่านการสัมภาษณ์และนายจ้างตกลงรับท่านเข้าทำงาน บริษัทจะนำส่ง Profile เอกสารการสมัคร และเอกสารยืนยันตัวตนของท่าน (รวมถึงสำเนาบัตรประชาชนเท่าที่จำเป็น) ให้แก่นายจ้าง เพื่อให้นายจ้างใช้ประกอบการจัดทำสัญญาว่าจ้างกับท่านโดยตรง และเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน
การที่ท่านฝากประวัติและเอกสารไว้กับบริษัทเพื่อการจัดหางาน ถือว่าท่านรับทราบและให้ความยินยอมให้บริษัทนำส่งข้อมูลและเอกสารของท่านให้แก่นายจ้าง เมื่อท่านผ่านการสัมภาษณ์และนายจ้างตกลงรับเข้าทำงานแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการแทนการที่ท่านต้องนำส่งเอกสารให้นายจ้างด้วยตนเอง
บริษัทจะนำส่งข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ และในส่วนของผลการตรวจประวัติอาชญากรรมหรือข้อมูลอ่อนไหวอื่น บริษัทจะแจ้งแก่นายจ้างเพียงผลโดยสรุป (ผ่าน/ไม่ผ่าน) เท่านั้น โดยจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของข้อมูลอ่อนไหวโดยมิชอบ (ดูข้อ 6)
ท่านมีสิทธิคัดค้านหรือเพิกถอนความยินยอมในการนำส่งข้อมูลให้นายจ้างได้ตลอดเวลา โดยแจ้งบริษัทตามช่องทางในข้อ 12 ทั้งนี้ การคัดค้านหรือเพิกถอนดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการจัดหางานให้ท่านได้
ข้อ 5. การเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลที่สามอื่น
นอกจากการนำส่งข้อมูลให้นายจ้างตามข้อ 4 หากท่านได้ให้ความยินยอม และ/หรือเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามสัญญา หรือเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลดังต่อไปนี้
บริษัทในกลุ่มธุรกิจของบริษัท รวมถึงกรรมการ พนักงาน หรือตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น และพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ
หน่วยงานทางการที่กำกับดูแล ศาล ตำรวจ หรือหน่วยงานทางการอื่นใดที่มีอำนาจตามกฎหมายหรือมีคำสั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เช่น กรมการจัดหางาน กรมสรรพากร กรมบังคับคดี เป็นต้น
หน่วยงาน องค์กร ผู้ให้บริการภายนอก ที่ปรึกษาทางกฎหมาย หรือนิติบุคคลอื่นที่บริษัทมีสัญญาหรือความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งบริษัทมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อการให้บริการของบริษัท ทั้งนี้ บุคคลภายนอกดังกล่าวต้องรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตรฐานของบริษัท
ข้อ 6. การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว
ข้อมูลประวัติอาชญากรรมและข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเฉพาะเมื่อได้รับ ความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากท่าน หรือมีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับเท่านั้น โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้
การตรวจประวัติอาชญากรรม จะดำเนินการผ่านช่องทางที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากท่านแล้วเท่านั้น ท่านอาจเลือกดำเนินการตรวจด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้บริษัทดำเนินการแทนเป็นรายกรณี
ในการแจ้งผลต่อนายจ้าง บริษัทจะแจ้งเพียง ผลโดยสรุป (ผ่าน/ไม่ผ่าน) เท่านั้น และจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของประวัติอาชญากรรมหรือข้อมูลอ่อนไหวต่อบุคคลใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อมูลสุขภาพ เช่น ประวัติโรคร้ายแรง การรับวัคซีน หรือผลตรวจสุขภาพ จะถูกเก็บและใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการจัดหางาน และต่อเมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน
ท่านมีสิทธิเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลอ่อนไหวได้ตลอดเวลา เว้นแต่มีข้อจำกัดตามกฎหมายหรือสัญญา
ข้อ 7. การใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด
บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อการวิเคราะห์และวิจัยทางการตลาด การพัฒนาบริการ และการประชาสัมพันธ์ของบริษัท ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากท่าน ในกรณีที่ท่านไม่ให้ความยินยอม บริษัทจะไม่นำข้อมูลของท่านไปใช้ในทางการตลาด และท่านมีสิทธิถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ โดยบริษัทจะยุติการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดทันที ทั้งนี้ บริษัทจำเป็นต้องบันทึกการถอนความยินยอมดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 8. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ท่านมีสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ดังต่อไปนี้
สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลโดยอาศัยความยินยอมของท่าน
สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ท่านสามารถขอรับสำเนาข้อมูลและตรวจสอบว่าบริษัทประมวลผลข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
สิทธิในการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่อ่านหรือใช้งานได้โดยอัตโนมัติ
สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล โดยเฉพาะการประมวลผลเพื่อการตลาดทางตรง
สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อหมดความจำเป็น เมื่อถอนความยินยอมและไม่มีฐานทางกฎหมายอื่น เมื่อคัดค้านการประมวลผล หรือเมื่อข้อมูลถูกประมวลผลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล ให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสมบูรณ์
ทั้งนี้ ในบางกรณีตามสภาพของการดำเนินการ บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการตามคำขอของท่านได้ เช่น ระหว่างการดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย โดยบริษัทจะบันทึกการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องของท่านไว้ ท่านสามารถใช้สิทธิข้างต้นได้ตามช่องทางในข้อ 12
ข้อ 9. คุกกี้ (Cookie)
เว็บไซต์ของบริษัทอาจใช้คุกกี้เพื่อบันทึกข้อมูลการใช้งาน อำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ โดยบริษัทจะจัดเก็บข้อมูลคุกกี้ไว้เป็นเวลา 12 เดือน ท่านสามารถตั้งค่าการใช้คุกกี้ได้ผ่านการตั้งค่าเบราว์เซอร์ของท่าน
ข้อ 10. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน รวมถึงการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง พนักงาน ลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ให้บริการภายนอกของบริษัทมีหน้าที่ต้องรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อตกลงรักษาความลับที่ทำไว้กับบริษัท ทั้งนี้ บริษัทถือว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ และได้มีการอบรมสร้างความตระหนักแก่บุคลากรของบริษัทเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ 11. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้เท่าที่จำเป็นเพื่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายนี้ และเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน และกฎหมายภาษีอากร เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลง เว้นแต่บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้เพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรืออยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือหมดความจำเป็น บริษัทจะลบหรือทำลายข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
ข้อ 12. ช่องทางการติดต่อและการใช้สิทธิ
หากท่านมีข้อสงสัย ต้องการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ตามช่องทางดังนี้
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล: บริษัท จัดหางาน บีนีท ฟอร์ บิสซิเนส จำกัด
ที่อยู่: 227/70 หมู่ที่ 7 ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
อีเมล: [email protected] โทรศัพท์: 092-251-2525, 062-196-6190
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO): คมคิด ชัชราภรณ์ [email protected]
ทั้งนี้ หากท่านเห็นว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไม่เป็นไปตามกฎหมาย ท่านมีสิทธิร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
นโยบายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567